กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงานใหญ่ “ดีพร้อม” ขับเคลื่อนหัตถอุตสาหกรรม ไทยสู่สากลเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่พาณิชย์ ยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชนไทย

ณ ศูนย์การค้า Cloud 11 Bangkok นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “กิจกรรมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่พาณิชย์ (เชื่อมโยง B2C)” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ และภายใต้แนวคิดการจัดกิจกรรม “DIPROM Craft Industry : Convergence to Scale” หรือ “ดีพร้อม : ขับเคลื่อนหัตถอุตสาหกรรม ไทยสู่สากล”
โดยจุดประสงค์ของการจัดงาน ในครั้งนี้ ได้รวบรวมผู้ประกอบการหัตถอุตสาหกรรมและครูช่างศิลป์ระดับแนวหน้าที่ผ่านการคัดสรรอย่างเข้มข้นมากกว่า 20 บูธ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การประยุกต์ใช้นวัตกรรม การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Craft & Circular Design) ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดพรีเมี่ยมและตลาดสากล

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานเครือข่ายชั้นนำ
ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมเจรจาการค้า (Business Matching) เป็นการผนึกกำลังกลุ่มคู่ค้าและผู้ส่งออกระดับประเทศ สร้างเครือข่ายไร้รอยต่อความสำเร็จของการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ เกิดจากการบูรณาการร่วมกับกลุ่มคู่ค้า ผู้ซื้อ และผู้ส่งออกแถวหน้าของประเทศไทยที่ให้เกียรติมาร่วมเจรจาการค้า นำโดย หน่วยงานภาครัฐและองค์กรหลัก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคีเครือข่ายค้าปลีกและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ Central Pattana (CPN) และ The Mall Group ภาคเอกชนสมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน และบริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด เป็นการพบกันระหว่างผู้ประกอบการต้นทางและกลุ่มคู่ค้า โดยเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งรูปแบบ B2C และ B2B ขยายตลาดสู่โมเดิร์นเทรด ตลอดจนเปิดประตูสู่ตลาดส่งออกต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มูลค่าจากการเจรจาธุรกิจและการสั่งซื้อเชิงพาณิชย์โดยตรง (Direct B2B & Export Matching) เป้าหมายตัวเลข คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเจรจาและซื้อขายภายในงานและต่อเนื่อง ประมาณการณ์ 2 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 24 ล้านบาทต่อปี ที่มาและกลไกการสร้างตัวเลขเกิดจากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการ 20 กว่าบูธ กับกลุ่มทุนค้าปลีกอย่าง CPN และ The Mall Group และกลุ่มคู่ค้าที่ให้ความสนใจในต่างประเทศ ในการนำสินค้าหัตถกรรมเข้าสู่สาขาในศูนย์การค้าพรีเมียมและส่งออกไปยังกลุ่มคู่ค้าในต่างประเทศ (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี) การเจรจาร่วมกับสมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน และเครือข่ายสินค้าตกแต่งบ้านภายในงาน มีความต้องการนำสินค้าหัตถศิลป์และ Eco-Craft ไปใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และรีสอร์ท (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาทต่อปี) การผลักดันผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อเจาะตลาดส่งออกกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้านในตลาดอาเซียนและเอเชีย (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี)

เป็นการขับเคลื่อนงานฝีมือของคนไทย ให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานสากล ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ระดับอุตสาหกรรม ให้ได้ตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต สร้างเครือข่าย เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือ รวมถึงต่อยอดธุรกิจ สร้างโอกาสและเครือข่ายทางธุรกิจในอนาคต โดยมุ่งหวังเพื่อเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการให้ได้มาตรฐานในระดับอุตสาหกรรม และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ โดยจุดมุ่งหวังสูงสุดคือการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการหัตถอุตสาหกรรมไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาด พรีเมี่ยม และตลาดสากลต่อไปได้
ในช่วงบ่ายมี กิจกรรมเสวนาหัวข้อ : ถอดรหัสสุนทรียศิลป์ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยมีหัวข้อการพูดคุยดังนี้
1. ถอดรหัสงานศิลป์ จากภูมิปัตยกรรมดั้งเดิมสู่การประยุกต์ร่วมสมัยในตลาดสากล”
2. การสร้างแบรนด์และการตลาดยุคดิจิทัลให้งานหัตถศิลป์ไทยก้าวไกลระดับโลก
3. มรดกภูมิปัญญาไร้รอยต่อ ส่งต่อความรู้ช่างสิบหมู่จากรุ่นสู่รุ่นในยุค AI และนวัตกรรม
4. Eco-Craft & Circular Design: อนาคตช่างสิบหมู่ไทยกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ อาจารย์สรพล ถีระวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์, อาจารย์กรพินธุ์ ฤทธิบุตร Fashion Merchandising and Fashion Promotion
งาน “DIPROM Craft Industry: Convergence to Scale” ในวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ Cloud 11 Bangkok จึงไม่ใช่เพียงแค่งานแสดงสินค้าทั่วไป แต่เป็น “Platform ทางเศรษฐกิจระดับมหภาค” ที่ผสานพลังระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิม องค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา และกำลังซื้อจากพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยปักหมุดให้หัตถอุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ สร้างรายได้การันตีขั้นต่ำ 24 ล้านบาทต่อปี และวางรากฐานให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีการค้ายุคใหม่ต่อไป

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *