SCGC คว้ารางวัลความยั่งยืนระดับเอเชีย “The ESG Champions of Asia 2026”ด้าน Green Leadership จากเวที Asia Responsible Enterprise Award 2026ยกระดับสู่การเป็น Operational Excellence in Sustainable Waste Management SCGC คว้ารางวัล The ESG Champions of Asia 2026 สาขา Green Leadership จากเวที Asia
Green Industry
PAfé ร่วมกับ SCGP และ Central Group ชวนส่งต่อความสุขและพลังแห่งการให้ ผ่านขนมไหว้พระจันทร์
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย (ที่ 3 จากซ้าย) รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ รับมอบบรรจุภัณฑ์สำหรับขนมไหว้พระจันทร์ PAfé รวมมูลค่า 280,000 บาท จาก SCGP โดยมี นายเอกราช นิโรจน์ (ที่ 3 จากขวา) Chief Marketing
ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป คว้าหนังสือรับรอง “No Objection Letter” จาก US FDA ยกระดับเกล็ดพลาสติกรีไซเคิล PET ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน
บริษัท ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป จำกัด (ThaiPlastic Recycle Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลและแปรรูปขวดพลาสติก PET รวมถึงฝาขวดพลาสติกหลังการบริโภค ให้เป็นเกล็ดพลาสติกคุณภาพสูง ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังได้รับการอนุมัติหนังสือรับรอง “No Objection Letter” จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration หรือ
SCGP ทุ่มงบ 9,846 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมเสริมความได้เปรียบในการแข่งขัน รับดีมานด์เติบโตในทุกภูมิภาคทั่วโลก
SCGP เดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ ขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม (Plasterboard Liner) ที่โรงงานในประเทศไทย ด้วยงบประมาณรวม 9,846 ล้านบาท เสริมแกร่งผู้นำตลาดกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง รองรับการเติบโตเชิงกลยุทธ์พร้อมกับลูกค้า และความต้องการของตลาดที่เติบโตขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า SCGP เห็นการเติบโตของตลาด
ผลประกอบการเอสซีจีครึ่งปีแรก 2569 Adjusted Cash EBITDA แกร่งขึ้น 35% ผลจากกลยุทธ์เชิงรุกบริหารต้นทุน-วัตถุดิบวินัยการเงินเข้มปรับโครงสร้างธุรกิจชูฐานผลิตอาเซียนเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงเคาะปันผลระหว่างกาล 3.5 บาท/หุ้นดูแลผู้ถือหุ้นต่อเนื่องคาดครึ่งปีหลังเศรษฐกิจผันผวนสูงแต่มั่นใจรับมือได้พร้อมเดินหน้าแข็งแกร่งยั่งยืน
เอสซีจี เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่งกว่าเดิม Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากความสำเร็จของกลยุทธ์เชิงรุก เสริมความคล่องตัว ทั้ง ‘ระยะเร่งด่วน’ บริหารต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซทันท่วงที รักษาวินัยการเงินเข้มข้น ‘ระยะกลาง’ ปรับโครงสร้างธุรกิจ เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products: HVA) หนุนหุ่นยนต์-AI เพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตอาเซียน ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นทุกธุรกิจ เคาะปันผลระหว่างกาล 3.5 บาท/หุ้น ดูแลผู้ถือทุกคนหุ้นต่อเนื่อง ประเมินครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลกยังท้าทายสูง แต่มั่นใจรับมือได้อย่างเข้มแข็ง ส่วนปีหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่ LSP เวียดนามจะแล้วเสร็จ พร้อมเดินหน้าร่วมมือพันธมิตรธุรกิจใหม่ เชื่อมั่นสร้างการเติบโตยั่งยืน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจี เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่ง คล่องตัว และแข่งขันได้ในโลกผันผวน ทำให้ครึ่งปีแรก 2569 Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท จากความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทั้ง ‘ระยะเร่งด่วน’
Circular Economy in Action: เมื่อเอสซีจีจับมือโฮมโปรเปลี่ยนของเสียให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่
ในอดีต “ของเสีย” อาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนของการผลิตหรือภาระในการจัดการหลังการใช้งาน แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาว สำหรับเอสซีจี “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “Circular Economy” จึงไม่ใช่เพียงแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรเดิม ผ่านการพัฒนานวัตกรรม วัสดุใหม่ และโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและโฮมโปร และพันธมิตร ที่ร่วมกันพัฒนา Circular Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่การรับคืนสินค้าและวัสดุหลังการใช้งาน การคัดแยกและแปรรูป ไปจนถึงการนำกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าใหม่อีกครั้ง ตลอดระยะเวลา
เอสซีจี ชี้อุตสาหกรรมอาเซียนกำลังก้าวสู่ “กติกาการแข่งขันใหม่”ย้ำธุรกิจไทย – อาเซียน ต้องเร่งเสริมแกร่งธุรกิจ รับมือโลกผันผวนและการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคมั่นใจกลยุทธ์ระยะเร่งด่วน – กลาง – ยาว เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน คว้าโอกาสโตทันท่วงที
เอสซีจี เผยแผนรับมือโลกผันผวนที่คาดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลามการแข่งขันรุนแรงในระดับภูมิภาคจากการขยายตัวเข้ามาของผู้ผลิตจีน เทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลักดันธุรกิจต่าง ๆ สู่ “กติกาการแข่งขันใหม่” ชี้อุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวอย่างยืดหยุ่น เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันด้วยการวางระบบการผลิตทั่วทั้งอาเซียน เร่งปรับใช้ Robotics & AI เสริมศักยภาพคน และร่วมมือกันทั้งระบบนิเวศธุรกิจ มั่นใจกลยุทธ์ของเอสซีจี ทั้งระยะเร่งด่วน – กลาง – ยาวช่วยคว้าโอกาสเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งโอกาสใหม่ ๆ
เอสซีจี ชูนวัตกรรมเขียว ปูนคาร์บอนต่ำ โชว์ศักยภาพในงาน Cemtech ASIA 2026 สู่ความเป็นผู้นำใน ASEAN มุ่งมั่น Net Zero Pathway
เอสซีจี ผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำของอาเซียน ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Cemtech ASIA 2026เวทีประชุมและนิทรรศการระดับโลก ที่มีผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์จากทั่วโลก มาสัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ พร้อมเปิดมุมมองขยายโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทาย และการปรับตัวรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการลดผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรของโลก เพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง Net Zero ในวันที่ 14-17 มิถุนายน 2569 ภายในงาน เอสซีจี ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ด้วยนวัตกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม คุณสุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ เผยว่า “เอสซีจี ผู้นำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่
SPI จับมือ โตคิว-สห โตคิว ปั้นโมเดล “ศรีราชาแห่งอนาคต” รับคลื่นทุนโลก-ปั้นฮับเศรษฐกิจใหม่ EEC
บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ร่วมกับ โตคิว คอร์ปอเรชั่น (โตคิว) หนึ่งในบริษัทพัฒนาเมืองชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด (สห โตคิว) ลงนามบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการในพื้นที่ศรีราชา
หรือว่า… “ไบโอชาร์” จะเป็นทางเลือกแก้ปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
เมื่อฝนเริ่มมา ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือก็เริ่มคลี่คลายลงตามฤดูกาล แต่เบื้องหลังหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปี คือปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหาแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน “ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ถูกจับตามอง เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทั้งดิน สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธี “เผา” เพื่อกำจัดเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด










